Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - JOJI32

Pages: [1] 2 3 ... 13
1
Thailand / สติฟ จ๊อบ
« on: January 25, 2016, 03:07:49 PM »
คำพูดสุดท้ายจากสตีฟ จ๊อบ
.
ผมประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านธุรกิจ หรืออาจกล่าวว่าชีวิตผมเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความสำเร็จ
.
แต่นอกจากการทำงานแล้ว ผมไม่ได้มีความสุขนัก เพราะในที่สุด ความร่ำรวยก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี
.
ในขณะนี้ ผมกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงและพยายามรำลึกถึงชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมพบว่าความร่ำรวยที่ผมเคยภูมิใจ กลับไม่มีค่าอะไรเลยในช่วงสุดท้ายที่ผมกำลังจะตาย
.
ในความมืด ผมมองเห็นเพียงแสงสีเขียวและเสียงของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว
.
ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า เมื่อเราร่ำรวยพอแล้ว เราควรหันไปใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ บ้าง
ซึ่งอาจเป็นสิ่งอื่นๆที่สำคัญ เช่น งานศิลป ที่เราเคยใฝ่ฝันในตอนเด็กๆ
.
การไม่ยอมหยุดสร้างความร่ำรวย จะทำให้ต้องมีชีวิตเหมือนที่ผมเป็น
.
พระเจ้าได้มอบความรักไว้ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน
เมื่อผมตาย ผมเอาความร่ำรวยไปด้วยไม่ได้ สิ่งที่ผมจะนำติดตัวไปคือความทรงจำเกี่ยวกับความรักเท่านั้น ซึ่งเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงและจะเป็นแสงนำทางให้กับเราต่อไป
ความรักจะติดตามเราไปได้ทุกที่ เพราะมันอยู่ในหัวใจและในมือของเราเอง
.
เตียงที่แพงที่สุดในโลกก็คือเตียงผู้ป่วย
คุณสามารถจ้างคนมาขับรถให้ มาทำงานหาเงินให้ แต่ไม่มีใครมาป่วยแทนคุณได้
สิ่งของใดๆ ที่หายไป เราอาจหาพบได้ แต่เราเอาชีวิตที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้
เมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัด เราจะตระหนักได้ว่า เราใส่ใจสุขภาพของตัวเองน้อยเกินไป
แต่เรามักจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไปเสมอ
.
จงให้ความรักกับครอบครัว กับคนรัก และเพื่อนๆ หมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองและใส่ใจคนรอบข้างให้มากๆ
สิ่งที่พิสูจน์แล้ว เงิน เวลา สุขภาพ
สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด
เวลา และเงิน คือสิ่งสำคัญรองลงมา

#จาก นิตยสารแพรว

2
Thailand / Re: นกอินทรี
« on: October 06, 2015, 02:48:02 PM »
กาลครั้งนานมาแล้ว... ในป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ สัตว์น้อยใหญ่อยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ป่าจึงมีแต่ความสงบ ร่มเย็นเป็นสุข บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ..มีนกอินทรี 2 ตัว ที่ก่อร่างสร้างรังอยู่ร่วมกันด้วยความรัก จนถึงวันที่แม่นกอินทรีจะมีอินทรีน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ในชีวิต..พ่อนกอินทรีหนุ่มดีอกดีใจมาก พ่อแม่นกอินทรีมือใหม่ตั้งอกตั้งใจหาที่สร้างรังใหม่ จนได้ต้นไม้ใหญ่ใบดก ลำต้นใหญ่แข็งแรง อยู่กลางใจป่า บินไปไหนมาไหนสะดวก พอได้แล้ว จึงช่วยกันสร้างรัง เริ่มจากการบินออกไปจิกหินแผ่น ๆ บ้าง กลม ๆ บ้าง จิก แล้วคาบเอามารองเป็นพื้นรังชั้นล่าง คาบกิ่งไม้มาวางลงบนหิน คาบหนามแหลมๆ มาวางลงทับกิ่งไม้ คาบใบไม้มาวางทับหนามแหลมๆ จากนั้น ทั้งคู่ก็ตั้งอกตั้งใจสลัดขนใต้ปีกที่อ่อนนุ่มของตน นำมาวางลงบนใบไม้ปูเป็นพื้นชั้นบนจนเหมาะใจ ทำไว้เป็นที่นอนอันอ่อนนุ่มของลูกน้อย จนถึงวันที่ นกอินทรีน้อยโผล่หัวออกมาเป็นนกอินทรีตัวอ่อน นอนให้แม่กก พ่อแม่นกอินทรีเฝ้ากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกตัวน้อยด้วยความทะนุถนอม ฟูมฟักด้วยความรักและเสียสละ พ่อนกอินทรีรับหน้าที่บินออกไปหาอาหารมาป้อน วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า กระทั่ง..ลูกนกอินทรีโตขึ้น แม่จึงจิกขนอันอ่อนนุ่มที่ปูไว้ให้ลูกน้อยนอนอย่างอบอุ่น..จิกทิ้งทีละเส้น..ทีละเส้นจนหมด หลังของลูกนกอินทรีจึงสัมผัสกับใบไม้ ซึ่งแห้งกรอบไปหมดแล้ว พอลูกนกอินทรีขยับตัวแต่ละที จะมีเสียงดังกราก ๆ แกรก ๆ ลูกนกต้องนอนบนใบไม้แห้งกรอบที่ไม่อ่อนนุ่มเหมือนขนใต้ปีกของพ่อแม่ ขยับตัวแต่ละครั้งต้องระมัดระวัง จะเกลือกกลิ้งทิ้งตัวแต่ละทีต้องค่อย ๆ เพราะมีเสียงดังกราก ๆ แกรก ๆ เตือนสติอยู่ตลอดเวลา ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาอีกหน่อย แม่นกอินทรีจึงจิกใบไม้ที่แห้งกรอบนั้นทิ้ง หลังของลูกนกอินทรีจึงสัมผัสกับหนามแหลมคมที่แห้งแข็ง ขยับซ้ายก็ถูกทิ่ม ขยับขวาก็ถูกแทง จะดิ้นไปทางใดก็ถูกหนามเกี่ยว ลูกนกอินทรีจึงต้องเรียน รู้ว่า จะเคลื่อนไหวหรือใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเจ็บปวดน้อยที่สุด ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาอีกหน่อย แม่นกอินทรีจึงจิกหนามอันแหลมคมนั้นออกทิ้ง หลังของลูกนกอินทรีจึงสัมผัสกับกิ่งไม้ ซึ่งแห้งกรอบไปหมดแล้ว ตอนนี้ ลูกนกอินทรีเริ่มหัดเดินบนกิ่งไม้แห้ง เดินตรงบ้าง เซบ้าง ยืนได้บ้าง ล้มบ้าง เพียรฝึก เพียรทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาอีกหน่อย แม่นกอินทรีจึงจิกกิ่งไม้ทิ้งจนหมด หลังของลูกนกอินทรีจึงสัมผัสกับแผ่นหินที่แข็งกระด้าง ยามเมื่อแสงแดดแผดจ้า ช่างร้อนเหมือนไฟไหม้ผลาญผิว ยามเมื่อลมพัดแรง ฝนมา พายุกระหน่ำทำให้เปียกฉ่ำปีก ยามกลางคืน อากาศเยียบเย็น ยะเยือกก็หนาว สะท้านสั่น เมื่อผ่านการฝึกใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทขาดสติแล้ว พ่อแม่นกอินทรีจึงเริ่มสอนลูกบิน โดยที่แม่นกอินทรีจะคาบลูกบินขึ้นไปบนท้องฟ้า สูงที่สุด สูงลิบ..สุดแรงบิน แล้วปล่อยลูกน้อยให้หล่น เคว้งคว้าง ลงมาจากกลางอากาศ ขณะที่ลูกน้อยลอยดิ่งทิ้งตัว จนเกือบจะถึงพื้น แม่ก็จะบินโฉบมารับลูกโดยเร็ว คาบขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง แล้วปล่อยลงมาลงมาอีกหน..ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนลูกนกอินทรีบินได้ด้วยตัวเอง เมื่อมั่นใจในการบินของลูกว่าเข้มแข็งแล้ว จึงสอนลูกหาอาหารเลี้ยงตน จนแน่ใจว่าสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว พ่อแม่นกอินทรีก็จะบินไปลับ ไม่กลับมาให้ลูกได้เห็นหน้าอีกเลย.. ชีวิตของพ่อนกแม่นกอินทรีสอนใจพ่อคนแม่คนได้มากว่า การเลี้ยงลูกให้โต และได้ดีนั้น ต้องให้โอกาสลูกได้เผชิญกับปัญหาเล็ก ๆ เผชิญกับความเครียดน้อย ๆ บ้าง เมื่อเติบใหญ่จะได้เข้มแข็ง แต่ในเวลานั้นพ่อแม่ต้องอยู่ใกล้ ๆ ลูกนะ ลูกจะได้คลายใจว่า ถ้ามีอะไรที่ยากเกินกำลังเกิดขึ้น เขาจะรอดปลอดภัย เพราะมีพ่อมีแม่คอยปกคุ้ม

3
Thailand / นกอินทรี
« on: October 01, 2015, 02:32:47 PM »
นกอินทรีเลี้ยงลูกแบบไหน?
..........................................................
พ่อแม่นกอินทรี พอจะวางไข่ พ่อแม่นกก็ช่วยกันทำรัง มันไปเอาแผ่นหินแผ่นใหญ่พอประมาณบางๆ มาวางบนต้นไม้ใหญ่และสูง เป็นชั้นแรก

เอากิ่งไม้ใหญ่มาวางทับบนแผ่นหินเป็นชั้นที่ 2
เอาหนามแหลม มาวางทับกิ่งไม้ใหญ่ เป็นชั้นที่ 3
เอาใบไม้มาวางทับหนามแหลม เป็นชั้นที่ 4
สุดท้ายมันสลัดขนของมันวางทับเป็นขั้นตอนสุดท้าย และมันก็วางไข่ไว้

ในลังอันอ่อนนุ่มของขนแม่มัน เมื่อไข่ได้ฟักออกเป็นตัวเล็กๆ มันก็หาอาหารให้ลูกกินจนอิ่ม เมื่อเวลาผ่านไป มันดูว่าลูกพอจะแข็งแรง มันก็จะเอาขนนกชั้นบนสุดออกจนหมด ทำให้ลูกนกรู้สึกตัวเองว่ามันเจอใบไม้แล้ว แข็งจัง ไม่นุ่มเหมือนขนนกที่เคยอยู่

หลายวันต่อมา แม่มันก็ค่อยๆ รื้อใบไม้ออกอีก ก็เจอหนามแหลม ทำให้ลูกนกรู้สึกตัวเองว่าหนามแหลมคมทิ่มแทงตัวตลอดเวลา ทุกครั้งที่พลิกตัว ก็ต้องค่อยๆ

หลายวันต่อมา แม่มันก็ค่อยๆ รื้อหนามแหลมออกจนหมด ทำให้ลูกนกรู้สึกตัวเองว่า ยืนบนกิ่งไม้ ต้องยืนทรงตัวดีๆ ไม่อย่างนั้นก็จะตกลงพื้นดินได้

และหลายวันต่อมา เมื่อแม่นกได้ฝึกความอดทนทุกอย่างให้ลูกนกได้สัมผัสแล้ว แม่นกก็รื้อแผ่นหินทิ้ง ก็เหลือแต่กิ่งไม้ ซึ่งไม่สามารถอยู่เป็นรังพักได้อีกแล้ว แม่นกก็จับลูกบินไปในอากาศที่สูงมากๆ แล้วปล่อยลูกนกลงมาลอยละลิ่ว เพราะลูกนกยังกางปีกบินไม่เป็น ก็ตกลงมา ซึ่งแม่นกก็คอยดูลูกอยู่ พอลูกเกือบตกถึงพื้น แม่นกก็บินมาโฉบลูกขึ้นไปข้างบนอีก และปล่อยลงมาอีก ทำอย่างนี้เรื่อยๆ หลายๆ ครั้ง จนลูกนกเริ่มกางปีกลอย และสามารถบินอยู่ในอากาศได้

ต่อจากนั้น แม่นกจะฝึกพาลูกออกหากินทุกวัน จนลูกรู้จักหากินได้ พ่อแม่นกก็จะบินหนีลูกนกไปไกลแสนไกล โดยไม่กลับมาหาลูกนกอีกเลย เพราะมันถือว่าได้ทำหน้าที่ให้ลูกดีที่สุดแล้ว ลูกสามารถที่จะอยู่ด้วยตัวเองได้แล้วนั่นเอง เพราะแม่ได้ฝึกทดสอบความอดทน เลี้ยงให้ลูกรู้ความเปลี่ยนแปลงในการอยู่แต่ละขั้นตอนหมดแล้ว และลูกก็ได้สอบผ่านทุกขั้นตอนแล้ว

...เห็นไหมว่า พ่อแม่นกอินทรี สอนลูกให้แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง กล้าหาญได้ดีมาก เพราะฉะนั้นเราควรสอนลูกให้อยู่กับธรรมชาติให้ได้ สอนให้ช่วยตัวเอง เข้มแข็ง อดทน รู้จักกินของที่มี เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่เลี้ยงดูลูกได้ตลอดไปนั่นเอง ทุกคนต้องตาย เป็นเรื่องปกติ อย่าสอนลูกให้เป็นนกกระจาบก็แล้วกัน เพราะนกกระจาบสร้างรังอยู่อย่างสวยงาม อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับรังตลอดไป จะเห็นว่าเป็นครอบครัวใหญ่ไปเลย ร้องหากันเสียงดัง ไปไหนก็ไปกันเป็นขบวน เวลาตื่นตกใจอะไร ก็วิ่งกันแตกรังอย่างไม่เป็นท่าเป็นทางเลย แสดงให้เห็นว่าจิตใจอ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่เข้มแข็ง ไม่อดทน ไม่ต่อสู้ อยู่ตัวเดียวไม่ได้...

4
Thailand / ลุงแจวเรือ
« on: June 29, 2015, 05:51:43 AM »
เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นชาวสงขลา เรียนเก่งมาก ได้ทุนไปเรียนอเมริกาตั้งแต่เด็กจนจบด็อกเตอร์ จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน
บ้านของเด็กหนุ่ม อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบสงขลา ต้องนั่งเรือแจวข้ามไป ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง
“เรือที่ติดเครื่องยนต์ไม่มีเหรอ ลุง? ”
“ไม่มีหรอกหลาน ที่นี่มันบ้านนอก มันห่างไกลความเจริญมีแต่เรือแจว”
“โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง โบราณมาก ที่อเมริกาเขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก ไปส่งผมฝั่งโน้น เอาเท่าไหร่ลุง?”
“80 บาท”
“OK…ไปเลยลุง”
ในขณะที่ลุงแจวเรือ หนุ่มนักเรียนนอกก็เล่าเรื่องความทันสมัย ความก้าวหน้า ความศิวิไลช์ ของอเมริกาให้ลุงฟัง
“เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้วล้าสมัยมาก ไม่รู้คนไทยอยู่กันได้ยังไง? ทำไมไม่พัฒนา ทำไมไม่ทำตามเขาเลียนแบบเขาให้ทัน? ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นไหม? ”
“ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น”
“โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ ชีวิตลุงหายไปแล้ว 25%”
“แล้วลุงรู้ไหมว่า เศรษฐกิจของโลกตอนนี้เป็นยังไง? ”
“ลุงไม่รู้หรอก”
“ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ ชีวิตของลุงหายไป 50%”
“ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหมลุง? ”
“ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหมลุง? ”
“ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย”
“ชีวิตของลุง ลุงรู้อยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้ ชีวิตของลุงหายไปแล้ว 75%”
พอดีช่วงนั้นเกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง คลื่นลูกใหญ่มาก ท้องฟ้ามืดครึ้ม
“นี่พ่อหนุ่มเรียนหนังสือมาเยอะจบดอกเตอร์จากต่างประเทศ ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม? ”
“ได้...จะถามอะไรหรือลุง? ”
“เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม? ”
“ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง”
         “ชีวิตของเอ็งกำลังจะหายไป 100% แล้วพ่อหนุ่ม“

         อย่าคิดว่าตัวเราเหนือกว่าคนอื่นเพียงแค่มีการศึกษาสูง ยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ต้องศึกษาอีกมาก แม้จะไม่มีใบประกาศมอบให้คุณก็ตาม

5
Thailand / Re: หมอยิ้ม
« on: April 25, 2015, 12:50:40 PM »
 :'(

6
Thailand / หมอยิ้ม
« on: April 25, 2015, 12:49:41 PM »
หมอคนหนึ่งวิ่งเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งรีบ หลังจากได้รับโทรศัพท์ผ่าตัดด่วน รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า และมุ่งสู่โซนผ่าตัดในทันที...

หมอได้พบกับ พ่อของเด็กชายที่ไปๆมาๆอยู่ในห้องโถงและกำลังรอหมออยู่ ตอนที่หมอเจอ พ่อของเด็กโวยวายใส่หน้า
"ทำไมคุณเสียเวลากว่าจะมาได้? คุณรู้ไหมชีวิตลูกชายของผมอยู่ในอันตราย? คุณมีความรู้สึกรับผิดชอบบ้างไหม?"...

หมอยิ้มและพูดว่า
"ผมขอโทษจริงๆครับ เผอิญผมไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล และผมก็มาอย่างเร่งด่วนที่สุดทันทีที่รับโทรศัพท์แล้วครับ...
และตอนนี้ ผมอยากให้คุณใจเย็นๆ ผมจะได้ทำงานได้น่ะครับ"...

"ใจเย็นหรือ ถ้าลูกชายของคุณเป็นคนที่อยู่ในห้องตอนนี้, คุณจะใจเย็นไหม? ถ้าลูกชายของคุณตายคุณจะทำยังไง??"
พ่อพูดอย่างโกรธกริ้ว
หมอยังยิ้มและตอบกลับไปว่า
"ผมจะช่วยอย่างสุดความสามารถครับ คุณทำใจให้สบายเถิดน่ะ"...

การผ่าตัดใช้เวลาไปหลายชั่วโมง หมอเดินออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข...
"ขอแสดงความดีใจด้วยครับ ลูกชายของคุณปลอดภัย"
ยังไม่ทันได้ฟังคำตอบของคนเป็นพ่อจะพูดอะไร หมอบอกพ่อของเด็กขณะที่วิ่งออกไป
"ถ้าสงสัยอะไรให้ถามพยาบาลได้เลยครับ"...

"ทำไมหมอคนนี้ถึงยโสนัก? รอผมถามคำถามเกี่ยวกับลูกชายซักคำก็ไม่ได้" พ่อของเด็กติให้พยาบาลฟัง ทันทีที่หมอกลับไป

น้ำตาไหลรินผ่านใบหน้าของพยาบาล เธอตอบว่า
"ลูกชายของหมอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนเมื่อวาน,
หมอเขาอยู่ในพิธีงานฝังศพตอนที่เราโทรตามหมอเพื่อมาผ่าตัดลูกชายคุณ. และตอนนี้เขาช่วยชีวิตลูกชายคุณเสร็จแล้ว, เขาจึงต้องรีบกลับไปพิธีฝังศพลูกชายของเขาให้เสร็จสิ้นค่ะ"
...
"คนเราไม่ควรวิพากษ์คนซักคน เพราะคุณไม่เคยรู้ว่าชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไร เกิดอะไร และเขาได้ผ่านอะไรมาบ้าง ".. นะครับ

Cr : กลุ่มไลน์อนุบาลช้างน้อย

8
Thailand / ผู้หญิงที่พูดไม่ได้
« on: March 10, 2015, 02:17:40 PM »
ท่านมองตัวเองอย่างไร?

สาวชาวไต้หวันผู้หนึ่ง เป็นโรคสมองพิการแต่กำเนิด (cerebral palsy) ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปรกติและพูดไม่ได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธา เธอสามารถเรียนจบปริญญาเอกจากสหรัฐฯ แล้วแสดงทัศนคติของเธอตามที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้อื่น

ครั้งหนึ่ง เธอไดเรับเชิญไปบรรยายด้วยการเขียน (เธอพูดไม่ได้ต้องใช้วิธีเขียน) หลังบรรยายเสร็จ มีนักเรียนคนหนึ่งตั้งคำถามว่า

“คุณอยู่ในสภาพนี้ตั้งแต่เกิด คุณเคยรู้สึกน้อยใจไหม? แล้วท่าน
มองตัวเองอย่างไร?”

คำถามอันละเอียดอ่อนนี้ สร้างความตะลึงแก่ผู้ที่ร่วมฟังบรรยายอย่างมาก ต่างห่วงว่า คำถามนี้จะกระทบความรู้สึกของเธอ ปรากฏว่า เธอหันหน้าไปยังแผ่นกระดาน เขียนตัวหนังสือว่า

“ฉันมองดูตัวเองอย่างไร?”

เธอหันหน้ายิ้มให้ผู้ร่วมประชุม แล้วเขียนข้อความต่อ

1.ฉันเป็นคนนิสัยน่ารักมาก
2.ฉันมีขาที่เรียวงาม สวยดี
3.คุณพ่อคุณแม่รักฉันจัง
4.พระเจ้า ได้มอบความรักแก่ฉัน
5.ฉันวาดภาพได้ ฉันแต่งหนังสือได้
6.ฉันมีแมวที่น่ารัก

และ….

ขณะนั้น ที่ประชุมเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดจาใดๆ เธอหันกลับมามองดูทุกคน แล้วเขียนคำสรุปบนแผ่นกระดานว่า

“ฉันมองแต่สิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด”

หลังจากนั้น เสียงปรบมือดังสนั่นในห้องบรรยาย พร้อมทั้งน้ำตาที่สะเทือนใจจากหลายๆคน ณ วันนั้น ทัศนคติเชิงสุขนิยมและบทพิสูจน์ของเธอ ได้เพิ่มกำลังใจแก่ผู้คนอย่างมากมาย เธอผู้เป็นโรคสมองพิการนี้คือ น.ส.หวางเหม่ยเหลียน (Huang Meilian) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตจาก UCLA ผู้เคยจัดนิทรรศการภาพเขียนส่วนตัวหลายครั้งในไต้หวัน

“ฉันมองแต่สิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด” ฉันชอบทัศนคติต่อชีวิตแบบนี้ ซึ่งถูกหลักสุขภาพจิตและสบายใจด้วย ความสุขไม่ได้อยู่ที่คุณครอบครองสิ่งใดมากแค่ไหน แต่อยู่ที่คุณมีทัศนคติอย่างไรในการมองสิ่งต่างๆ จงหันมามองสิ่งที่ดีในตัวเอง ลืมในสิ่งที่

เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ลืมอดีตที่ผ่านไป มองไปข้างหน้าแล้วทำวันนี้ให้ดีที่สุด

10
 8)

12
Thailand / โดนขโมยมะม่วง
« on: January 26, 2015, 03:41:16 PM »
Secret Magazine (Thailand)

"พ่อครับ ข้างบ้านเขาขโมยสอยมะม่วงเราครับ"
เด็กชายตัวน้อยวิ่งตื๋อมาหาพ่อ

พ่อหัวเราะแล้วถาม
"เราเหลืออีกหลายลูกไหม? ลูก"
"ผมเห็นอีกหลายลูกเลยครับ"
"งั้นไปสอยมะม่วงสุกมาให้พ่อสักเจ็ดลูกสิ"

เด็กชายเข้าใจว่าพ่อคงใช้ให้สอยมะม่วงเพราะกลัวเพื่อนบ้าน
จะขโมยอีก จึงรีบสอยมะม่วงมาให้พ่อ

เมื่อได้มะม่วงก็หอบมาให้พ่อ หวังว่าจะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่ปรากฎว่า ผู้เป็นพ่อนำมะม่วงทั้งหมดมาจัดใส่ตะกร้าอย่างสวยงาม
แล้วจูงมือลูกชายไปกดกริ่งหน้าประตูของเพื่อนบ้านที่ลูกชายบอกว่า
สอยมะม่วงไป

เด็กชายงง ไม่เข้าใจว่าพ่อจะทำอะไร เมื่อเพื่อนบ้านเปิดประตูรั้วออกมา
เป็นชายวัยกลางคน หน้าตามีพิรุธเหมือนทำผิดอะไรบางอย่าง
ผู้เป็นพ่อจึงยื่นมะม่วงทั้งตะกร้าให้ แล้วกล่าวว่า

"ผมเอามะม่วงมาฝากครับ เป็นเพื่อนบ้านอยู่บ้านข้างๆนี่เอง
มีอะไรก็บอกกันนะครับ จะได้ช่วยเหลือกัน"

ชายคนนั้นมีสีหน้าเสียใจอย่างเห็นได้ชัด เขาบอกให้พ่อรอสักครู่
พร้อมทั้งกลับมาด้วยตะกร้าใบเดิม แต่คราวนี้มีไข่ไก่เต็มตะกร้า

"ผมเลี้ยงไข่ไก่ไว้หลายตัว ขอให้ไข่เป็นของตอบแทนน้ำใจนะครับ"

พ่อกล่าวของบคุณ แล้วจูงมือเด็กชายกลับบ้าน เด็กชายถามพ่อด้วยความสงสัย

"ทำไมพ่อถึงเอามะม่วงไปให้เขา แทนที่จะไปทวงมะม่วงของเราคืนมา"

"ถ้าพ่อไปทวงมะม่วง เราอาจจะได้มะม่วงคืน แต่เราจะเสียเพื่อนบ้าน
และอาจถึงกับโกรธกัน แต่นี่พ่อเอามะม่วงไปให้เขาเจ็ดลูก รวมที่เขาสอยไปหนึ่งลูกเป็นแปดลูก แต่เราได้ทั้งน้ำใจเขา ซึ่งก็คือไข่ตะกร้าใหญ่ แถมยังได้เพื่อนบ้านเพิ่ม ลูกว่าแบบไหนดีกว่ากันล่ะ"

คัดลอกจากคอลัมน์ Sharing นิตยสาร Secret ฉบับ 10 ธ.ค.57

13
Thailand / Re: ((( GTC V.3#SS.10 )))
« on: January 12, 2015, 05:05:17 PM »
ขอสาวๆๆๆๆๆๆ หงส์แดงหน่อยครัชตาติ  :-[

14
Thailand / Re: ((( GTC V.3#SS.10 )))
« on: December 15, 2014, 03:30:03 PM »
ทำไมนัดแรกเจองานยากเลยหละนี่  :'(

15
สโมสร thaipop (112509) ลีค : D-9 ทีม 3 - 3.5 ใจ :(

16
Thailand / บันทึกหน้าสุดท้าย
« on: November 15, 2014, 04:10:43 PM »
เช้าวันหนึ่ง... ภรรยาบอกกับสามีว่า...
....
"วันนี้ ฉันจะกลับบ้านไปเยื่ยมแม่
จะไปค้างสักคืนหนึ่ง แม่ไม่ค่อยสบาย
คุณจะขับรถไปส่งฉันหน่อยได้ไหม
ฝนตกหนักแบบนี้ ไปรถโดยสารไม่สะดวกเลย"
.
สามี... ซึ่งหน้าตาบูดบึ้งมาตั้งแต่เช้า
ไม่ตอบภรรยา... แต่กลับกระชากเสียงถามกลับไปว่า...
"เมื่อวาน เธอซื้อเสื้อใหม่มาใช่ไหม...
เธอรับปากฉันแล้วนะว่าจะไม่ใช่เงินฟุ่มเฟือย
เรายังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียน
ค่าใช้จ่ายเยอะแยะ... ทำไม...ไม่ช่วยกันประหยัด!!"
.
ภรรยา...พูดออกมาเสียงเบาๆ อย่างคนรู้สึกผิดว่า
"ที่แท้..คุณโกรธเรื่องนี้นี่เอง"
.
ภรรยา... ก้มหน้าจัดเสื้อผ้าเงียบๆ
แล้วบอกสามีว่า...
"วันนี้ มีรถโดยสารเข้าเมืองแค่เที่ยวเดียว
ฉันคงต้องรีบไปแล้วหละ...
คุณไม่ต้องไปส่งก็ได้"
แล้วเธอก็ออกบ้านไป โดยสามีไม่สนใจเลย
เพราะยังโกรธอยู่มาก...
.
ประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป...
สามีได้ยินเสียงเอะอะ บนถนน...
จึงออกไปดู แล้วจึงได้ยินผู้คนตะโกนกันว่า
ฝนที่ตกหนัก เซาะตลิ่ง
จนสะพานเข้าเมืองได้ขาดลง
มีรถเมล์คันหนึ่ง ตกลงไปในน้ำด้วย...
.
สามี...ได้ยินดังนั้น ตกใจมาก
กระโดดออกจากบ้านไปทันที
เมื่อไปถึงแม่น้ำ... รถเมล์ที่ถูกเก็บกู้จากน้ำ
เหลือเพียงซากเหล็ก
สัมภาระกระเป๋าต่างๆ
ของผู้โดยสารกระจัดกระจาย
มีการหามร่างของผู้เสียชีวิต คนแล้วคนเล่า
ขึ้นมาจากแม่น้ำ...
.
ชายหนุ่ม เฝ้ามองหาภรรยา... ก็ไม่พบ
ก็เสียใจเจียนสิ้นสติ...
เฝ้าถามหน่วยกู้ภัยที่ทำงานอยู่
ว่า "เห็นภรรยาผมบ้างไหม ๆๆๆ
เธอใส่เสื้อสีแดง กางเกงสีดำ"
.
ทุกคนส่ายหน้า... บอกว่าไม่เห็น
.
เวลาผ่านไปจนเกือบเย็น
กู้ภัย หยุดการทำงาน เพราะไม่มีผู้เสียชีวิต
ที่หาพบแล้ว
จึงบอกชายหนุ่มว่า... "หักห้ามใจเถอะนะ
ภรรยาคุณ คงโดนน้ำพัดไปไกลแล้ว"
.
ชายหนุ่มเดินกลับบ้าน เหมือนคนไม่มีวิญญาณ
ร้องไห้ไป คร่ำครวญไปตลอดทาง
ในใจของเขา เฝ้าแต่คร่ำครวญว่า
"ทำไมๆๆๆ เราไม่ขับรถไปส่งเธอนะ...
เราไปด่าเธอทำไมว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย
เสื้อตัวเดียว มันจะราคาเท่าไหร่กัน"
.
แต่เมื่อกลับถึงบ้าน คาดไม่ถึงว่า...
ภรรยากลับนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
มีอาหารอยู่บนโต๊ะ...
ในมือเธอ มีเสื้อกันหนาวเก่าตัวหนึ่ง
ซึ่งเธอกำลัง เย็บซ่อมชายเสื้อที่รุ่ยอยู่...
.
"คุณไปไหนมาคะ " ...ภรรยายังพูดไม่ทันจบ...
สามีก็ตรงเข้าไปกอดเธอจนแน่น...
"คุณเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม...
วันนี้ ฉันมัวเอาเสื้อไปคืนที่ร้าน
เสียเวลาอ้อนวอนให้เขารับคืนไปมาก
เลยไปขึ้นรถเมล์ไม่ทัน...
อากาศจะหนาวแล้ว ฉันเลยรื้อเสื้อเก่ามาซ่อม
ก็พอใส่ได้อีกหลายปีนะคะ
ฉันนี่แย่จริงๆ ของเก่าก็ยังมี
ไปซื้อของใหม่มาทำไม
.
.
เรื่องบางเรื่อง... เราโกรธจนลืมไปว่า
มันไม่สำคัญเทียบเท่ากับ
"ความสุข" ของเราเลยนะ
เรื่องบางเรื่อง... ไม่สำคัญเท่ากับ
"ความสุข" ของคนที่เรารัก...
เรามีเวลาในโลกนี้... จำกัด...
เวลาที่ใช้ร่วมกัน...ยิ่งจำกัด...
อะไรที่ไม่สำคัญมากพอ
ก็อย่านำมาเป็นอารมณ์มากมายนักเลย
.
คลั่ง...กับเรื่องเล็กน้อยไปไย
ศิลปะแห่งปัญญา คือ
ความเข้าใจว่า... ควรเครียดกับเรื่องใด
และควร ผ่อนปรน...ในรื่องใด...

.
#‪#‎ดัดแปลงจาก‬...วางได้ก็ไร้ทุกข์ โดย... " หวงถง "

18
Thailand / Re: ซึ้งโครต...
« on: October 13, 2014, 05:33:41 PM »
ยาวอะ มีย่อๆๆไหม  ::)

19
Thailand / Re: ฉันไปทำ.."เสน่ห์ยาแฝด"
« on: October 13, 2014, 05:32:25 PM »
กินมันทุกอย่างเลยนะแชมป์คุง //////// ไม่เป็นไรพยายามต่อไปเพื่อเม้นแรกนะ สู้ๆๆ ////////// บ่นเรื่องของลุงต้นจิตนั้นหละ  :P

20
Thailand / ฉันไปทำ.."เสน่ห์ยาแฝด"
« on: October 13, 2014, 02:26:31 PM »
เรื่องจริง...น่าอ่าน!! ฉันไปทำ.."เสน่ห์ยาแฝด"

(ใช้เวลาประมาณ 10 นาที อ่านทำความเข้าใจ อยากให้อ่านให้จบคัฟ)
(ขอบคุณ..เพจ Dareen)

ฉันกับแฟนคบกันมา 4 ปี มีโครงการจะแต่งงานกันสิ้นปีนี้
แต่แล้วจู่ๆ เค้าก็มาบอกว่า..
"เราเลิกกัน เค้าไม่ได้รักฉันแล้ว ตอนนี้เค้าพบคนใหม่
ตลอดเวลาเค้าหลอกฉันมาตลอดว่ารัก เค้าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่สิ้นปีนี้"

ฉันทำทุกวิถีทางเพื่อจะฉุดรั้งเค้ากลับมา ฉันถามว่าฉันผิดตรงไหน ไม่ดีตรงไหน
ฉันจะปรับปรุงตัวใหม่ เค้าต้องการอะไรฉันทำให้ได้ทุกอย่างและยอมทุกอย่าง
ขอเพียงแค่ "กลับมาเหมือนเดิม" แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือความเฉยชา,
หงุดหงิด,รำคาญ ทำอะไรก็ผิดไปหมด...

เพื่อนแนะนำฉันให้.. "ไปทำเสน่ห์" ปกติฉันเป็นคนที่กลัวเรื่องพวกนี้ไม่อยาก
ยุ่งเกี่ยว ไม่อยากเข้าใกล้ แต่.... ณ จุดจุดนี้ ไม่ได้แล้ว ความรักบังตาฉันยอมทุกอย่าง....ขอเพียงได้เค้ากลับคืน อะไรก็ได้สำหรับฉัน ณ ตอนนี้....

"ปู่ฤาษี" .....คือผู้ที่เพื่อนฉันพาไปหา เพื่อนบอกว่า ...
"ท่านเก่งญาติของเพื่อน สามีหนีไปอยู่กับเมียน้อยท่าน
ก็เป็นคนเรียกกลับมาทุกวันนี้ทั้งรักทั้งหลงภรรยา ไม่ไปมีใหม่อีกเลย"

บ้านปูนชั้นเดียว มีลานจอดรถที่พอจอดรถยนต์ได้ประมาณ 10 คัน
วันแรกที่ฉันไปมีรถยนต์จอดอยู่ 3 คัน มองเข้าไปในบ้าน มีคนนั่งจนล้นออกมาข้างนอก มีเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นระยะ เพื่อนพาฉันเข้าไป ภาพที่ฉันเห็น "ชายหนุ่มอายุน่าจะประมาณ 28 – 29 ปี ผมยาวมีลายสักเต็มตัว นัยต์ตาหวานเยิ้ม มือคีบบุหรี่พูดไป ยิ้มไป ปล่อยมุกสนุกสนาน ทำให้ผู้ที่เข้ามาหาหัวเราะ
เป็นระยะ ๆ นุ่งชุดลายเสือ ดูดีมีเสน่ห์...

คนนี้เรอะที่เพื่อนบอกว่าเป็นปู่ฤาษี ทำไมยังหนุ่ม แต่ ณ วินาทีนั้นความรัก
บังตาไม่ได้คิดอะไรเพื่อนบอกว่าดี ฉันก็เชื่อโดยที่ไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์
ในวันข้างหน้าเลย

เราสองคนนั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง คนที่เข้ามาล็อตแรกก็ออกไป
ถึงคิวของฉันเพื่อนแต่งขันธ์ห้า (ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่) พร้อมเงิน 100 บาท
ให้ฉันเขียนชื่อ-นามสกุล พร้อมที่อยู่ ของฉันและของแฟน ยื่นให้ปู่ฤาษี

".........(เอ่ยชื่อฉัน) ดวงไม่ดี จะถูกแย่งของรัก .......
(เอ่ยชื่อแฟน) คนนี้เป็นแฟนใช่มั๊ย?" ฉันตอบ "ใช่ค่ะ"

"มีอะไรจะถาม?" ท่านถามฉัน ......เงียบ ......ฉันก็ไม่รู้จะถามอะไร
เพื่อนหันมาสะกิด "ตอบไปซิ" ก็ไม่รู้จะตอบอะไร..........

ท่านนั่งหลับตาสวดคาถาประมาณ 5-10 คำ แล้วหันมาถาม
" รักเค้ามาก ตอนนี้ใจเศร้าหมอง มีแต่คิดจะฆ่าตัวตาย .........
อยากได้เค้ากลับมามั๊ย?" ท่านหันมาถาม

"อยากได้ค่ะ" ฉันตอบ
"ถ้าอยากได้คืน จะช่วย แต่จะต้องจ้างน่ะ มีเงินเท่าไหร่?" "สองพันค่ะ"
ท่านหลับตาสักพัก "ไม่ใช่หรอก ในกระเป๋าตังค์มีเงิน ห้าพันบาท
ในสมุดบัญชีมีเงินอีก 3 หมื่น"

ฉันตกใจท่านรู้ได้อย่างไร
"ถ้าอยากได้คืน ปู่คิดค่าจ้าง 3 หมื่น" "ตกลงค่ะ!" ฉันตอบตกลง
"จะบ้าเหรอ.....3 หมื่นน่ะแก ไม่คิดก่อนหรือไง" เพื่อนฉันตกใจรีบหันมาถามฉัน
แต่สำหรับฉันตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการได้แฟนกลับคืนมา
ปู่ฤาษี มองหน้ายิ้ม ๆ "ให้ไปเอา..................................."
ท่านสั่งให้ฉันนำสิ่งของมาเข้าพิธี

รุ่งขึ้น เดินทางไปหาปู่ฤาษี ไปถึงก็มีคนมารอท่านเต็มอาศรมไปหมด
เกือบบ่าย 2 ถึงคิวฉันซะที ท่านหันมายิ้ม "เดี๋ยวจะทำน้ำมนต์ให้อาบ"
ท่านให้ฉันอาบน้ำมนต์โดยท่านเป็นผู้ปลุกเสก จะมีผู้ชายอีกคนเป็นคนอาบให้
ในระหว่างที่อาบเค้าก็จะสวดคาถาไปด้วย .....หลังจากอาบน้ำมนต์เสร็จ
ท่านก็ให้นำของที่เตรียมมาให้ ทำพิธีอยู่ประมาณ 10 นาที
หลังเสร็จพิธีท่านผูกแขนให้ฉันแล้วสั่งให้ฉันปฏิบัติตามคำสั่ง

1. ทุกวันตอนเย็น ให้ฉันเดิน 999 ก้าว โดยให้นับทีละก้าวห้ามนับผิด
หากนับผิดหรือไม่แน่ใจให้เริ่มนับใหม่

2. ก่อนนอนให้สวดมนต์ 99 จบ

3. ให้คุยกับ คุณพ่อหรือคุณแม่ทุกวัน เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังให้หมด
ห้ามปิดบังและโกหก

4. ไม่ให้รับรู้หรือพูดคุยกับแฟนโดยเด็จขาด ภายใน 15 วัน
หากผิดคำสัญญาจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จนกว่าจะครบ 15 วัน

ท่านให้ฉันปฏิบัติอยู่ 15 วันแล้วให้กลับมาหาท่านใหม่ ซึ่งท่านสัญญาว่าภายใน 15 วัน
หากฉันทำได้ตามคำสั่งแฟนของฉันจะกลับมาหาฉันแน่นอน

ฉันรับปาก และเริ่มปฏิบัติตามที่ท่านสั่งไว้......เวลาเริ่มผ่านไปจากวันที่หนึ่ง
เป็นวันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่ วันที่ห้า.....................วันที่สิบห้า
วันที่ 15 ครบจำนวนวันที่ท่านสัญญาไว้ ฉันเดินทางไปหาท่านแต่เช้า.......
"เป็นไง.....รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือเปล่า" ท่านถาม
"ค่ะ สบายใจขึ้น มากแล้วค่ะ"

"รักเค้ามากเลยหรือ" ท่านถาม
"ค่ะ"

"ได้โทรหาแม่ทุกวันหรือเปล่า"
"โทรค่ะ"

"แม่ว่าไง เค้าเสียใจมั๊ย"

"แม่ไม่ว่าอะไรค่ะ ท่านจะคอยปลอบใจ แล้วท่านก็เสียใจมากค่ะ"

"แม่เสียใจ แล้วเราเสียใจมั๊ย"
.....ฉันเงียบ เริ่มคิด "เสียใจค่ะ"

"ตอนเราร้องไห้ แม่เค้าว่าไง"
"......แม่เค้าก็ร้องไห้ค่ะ...."

"รักแม่มั๊ย"
"รักค่ะ"

"ใครทำให้เราเสียใจ?...ใครทำให้เราเป็นแบบนี้? ผู้ชายคนนั้นใช่มั๊ย"
.......ฉันนั่งนิ่ง น้ำตาเริ่มไหล.......

"ทำงานมาเคยให้เงินแม่บ้างมั๊ย....
เวลาไปตลาดเห็นกับข้าวเคยจำได้มั๊ยว่าแม่ชอบกินอะไร
จำได้หรือเปล่าว่าตัวเราชอบกินอะไร..........
ทุกวันนี้กับข้าวที่ซื้อมากินเป็นที่เราชอบ
หรือเป็นที่ผู้ชายคนนั้นชอบ........
ทำไมต้องให้เค้ามามีอิทธิพลอยู่เหนือตัวเองขนาดนั้น

"เค้าทิ้งเราไปเพราะอะไร.......ตอบได้มั๊ย"
".......เค้าไปมีคนใหม่ค่ะ"

"ทำไมเค้าไปมีคนใหม่"
"......ไม่ทราบค่ะ" ฉันตอบไปพลางเช็ดน้ำตา

"เพราะสันดาน......เข้าใจคำว่าสันดานมั๊ย คนดี จะคิดดี ทำดี พูดดี
คนไม่ดี ความคิดมันก็เลวไปด้วย อยากจะทุกข์ทรมานอยู่แบบนี้
ไปตลอดชีวิตก็จะเอามันคืนให้....
แต่ถ้าอยากจะมีความสุข ไม่อยากให้แม่เสียใจ มีชีวิตที่ดี
เจอคนดีๆ ก็เลิกกับมันซะ....

.......ปู่ไม่เคยเห็นใครตายเพราะอกหัก แต่ที่คนมันตาย
ก็เพราะมันสิ้นคิด เพราะแพ้ใจตัวเอง ใจอ่อนแอ ถ้าไม่คิด
ไม่นำจิตไปวางไว้กับมัน มันก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
บังคับตัวบังคับกายมันทำได้ แต่การบังคับใจ...ถ้าไม่แกร่งจริงมันก็ยาก

แต่ใจมันเป็นของเราถ้าเรายอมแพ้มัน เราก็จะแพ้ไปตลอดชีวิต
ถ้าเราเคยเอาชนะมันได้บังคับมันได้ เราก็จะไม่มีทุกข์
ไม่มีใครช่วยเราได้หรอกหมอที่ไหนก็รักษาให้ไม่ได้
มีแต่ตัวเรากับเวลาเท่านั้นที่ช่วยตัวเราได้

......สิบห้าวันผ่านมาเป็นไงบ้าง"
"ไม่ได้คิดอะไร ก็รู้สึกดีค่ะ"

"ทำต่อไปน่ะ ตัดใจซะ มันทำไม่ได้ทันทีหรอกแต่มันจะค่อยๆ ดีขึ้น
คิดถึงแม่ไว้ให้มากๆ ไม่สบายใจอะไรก็เล่าให้เค้าฟัง ให้มีสติ
อย่าไปจดจ่ออยู่กับมัน 15 วันผ่านมาไม่มีเค้าเราก็อยู่ได้
ไม่เห็นจะตายไม่ใช่หรือ ตัดใจซะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น
อย่าไปใส่ใจกับมัน คนมันไม่ดีก็ปล่อยมันไปตามวิถีชีวิตของมัน........"

ปู่ฤาษี หันไปหยิบของในย่าม เป็นเงิน 3หมื่นบาท ยื่นคืนให้ฉัน
"เงิน 3หมื่น ปู่ไม่เอาหรอก ให้เอาไปเก็บไว้ 2หมื่น เอาให้แม่ 5พัน
อีก 5พัน ไปซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง แต่งตัวใหม่ให้ดูดีกว่านี้"
พูดจบแกก็หัวเราะ

"จำคำปู่ไว้ อย่าเชื่อใจคน อย่ามองเพียงแค่ภายนอก
แล้วอย่าไปทำเสน่ห์ที่ไหนอีก
ทุกคนมีเสน่ห์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่เสน่ห์ที่เรามีจะถูกใจใครเท่านั้น
พวกนุ่งผ้าเหลือง ผ้าขาว บางคนสักแต่เอาผ้ามาห่ม แต่ใจมันไม่ใช่คน
เราเป็นผู้หญิงต้องระวังตัวให้ดี ถ้าเจอคนดีก็ดีไป
ถ้าเจอพวกไม่ดีเราจะเสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ

จะไปโทษใครบอกใครก็ไม่ได้ เราโง่เอง ...หยุด...ห้ามไปทำเสน่ห์ที่ไหนอีก
จำคำปู่ไว้ให้ขึ้นใจ วันนี้แฟนเราจะมาหา ก็ตัดสินใจเอาก็แล้วกัน"
ฉันกลับที่พัก เริ่มนั่งคิดทบทวน เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา
ความเจ็บปวดที่เคยมี ทุกครั้งฉันแทบจะทนไม่ได้ถ้าคิดถึงเค้า

แต่ตอนนี้ทำไมความเจ็บปวดมันลดลง เริ่มมองเห็นสิ่งต่าง ๆที่ผ่านมา
จิตใจที่เคยอ่อนแอ มันเริ่มแข็งแรงตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันไม่รู้
น้ำตาที่เคยไหลไม่หยุดหากเมื่อไหร่ที่คิดถึงเค้า ทำไมมันหายไปไหน
คำสอนของปู่ก้องอยู่ในสองหู ฉันตัดสินใจ.....จากนี้ต่อไปฉันต้องเข้มแข็ง

...........เสียงเคาะประตูหน้าห้อง.....
"ใครค่ะ?" ฉันถาม
"เราเอง" เหมือนที่ปู่บอกไว้ไม่ผิด เค้ามาจริงๆ
ใจที่เคยเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่หายไปไหนหมด
หัวใจเต้นแรง ใจเริ่มอ่อน เริ่มหวั่นไหว........

"มีธุระอะไร?" ฉันไม่ยอมเปิดประตู
".....เราคิดถึง.....เปิดประตูให้เราหน่อย"

.......ฉันเริ่มสับสน น้ำตาเริ่มไหล จะทำไงดี...
คิดถึงคำพูดของปู่ฤาษี คิดถึงหน้าแม่.......

"กลับไปก่อนน่ะ วันนี้เรายังไม่อยากคุย ตอนนี้เราอยู่กับแม่ กลับไปเถอะ"
ฉันโกหกเพราะรู้ว่าตัวเองยังไม่เข้มแข็งพอ หากเจอเค้าวันนี้ฉันต้องใจอ่อนแน่นอน

........................................................

ทุกวันนี้ฉันฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน ผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ฉัน
ถ้าไม่มีท่านฉันก็ไม่รู้ว่าชีวิตของฉันจะต้องพบเจออะไร อาจจะเจอสิ่งที่เลวร้าย
เจอพวกซาตานในคราบนักบุญ ต้องเสียทั้งตัว เสียทั้งใจ จึงอยากจะขอเตือนเพื่อนๆ
ที่คิดจะไปทำเสน่ห์ ให้ไตร่ตรองให้ดี ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือนฉันเสมอไปน่ะค่ะ

จากคุณ: ว.

21
Thailand / Re: ขอทาน
« on: September 03, 2014, 02:43:42 PM »
 :o :o :o

22
Thailand / ขอทาน
« on: September 02, 2014, 03:01:39 PM »
          มีขอทานคนหนึ่งออกขอทานทุกวัน เขาอยากจะมีชีวิตเหมือนคนปกติ เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะขอทานเสบียงกรังและตุนไว้ แต่ว่าเขากักตุนเสบียงมาหลายปี ยุ้งฉางของเขาก็มีเพียงข้าวสารนิดหน่อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น เขาจึงตัดสินใจค้นหาสาเหตุ

คืนวันหนึ่ง เขาแอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านและจ้องไปที่เสบียง ในที่สุด เขาเห็นหนูตัวใหญ่มาขโมยกินเสบียงของเขา เขาโกรธมาก ตะโกนไปที่เจ้าหนูว่า "บ้านคนรวยมีอาหารเยอะแยะ แกทำไมไม่ไปกินทำไมเจาะจงมากินอาหารข้าที่กักตุนมาด้วยความลำบาก" เจ้าหนูพูดขึ้นว่า "ชะตาของเจ้ามีข้าวสารได้แค่8ส่วน เดินให้ทั่วหล้า ก็ไม่สามารถมีข้าวได้ครบถัง" ขอทานถามเจ้าหนู "ทำไมเป็นเช่นนั้น" เจ้าหนูตอบว่า "ข้าก็ไม่รู้ เจ้าไปถามพระพุทธองค์สิ

ขอทานจึงตัดสินใจ เดินทางไปทางทิศตะวันตกเพื่อถามพระพุทธองค์ ว่าเหตุผลอันใดถึงมีชะตาชีวิตเช่นนี้

เจ้าขอทานก็ออกเดินทาง เขาขอทานระหว่างทาง เดินทางไปไกลมาก วันหนึ่ง เขาเดินจนฟ้ามืดถึงจะพบบ้านคนหลังหนึ่ง รีบไปเคาะประตู มีพ่อบ้านเดินออกมาถามว่ามีเรื่องอะไร เขาบอกขอข้าวกินหน่อย พอดีเศรษฐีเจ้าของบ้านออกมาเห็นเข้า เลยถามขอทานว่า มืดอย่างนี้แล้วทำไมยังเดินทางอยู่อีก ขอทานจึงเล่าชะตาชีวิตให้เศรษฐีฟัง
บอกว่าจะไปถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ เศรษฐีได้ยินดังนั้น รีบเชิญขอทานเข้าไปนั่งในบ้าน ให้เสบียงกรังและเงินกับเขาจำนวนหนึ่ง ขอทานถามว่าทำไมทำเช่นนั้น เศรษฐีจึงเล่าเหตุผลให้ฟังว่า ลูกสาวข้าอายุ16แล้ว ยังพูดไม่ได้ ขอร้องให้เจ้าช่วยถามเหตุผลกับพระพุทธองค์ด้วย
เศรษฐีเคยสาบานว่าใครก็ตามที่ทำให้ลูกสาวพูดได้ เขาก็จะให้ลูกสาวแต่งงานกับคนนั้น ขอทานได้ฟังเช่นนั้น คิดว่าไหนๆก็จะไปหาพระพุทธองค์อยู่แล้ว เราก็ถือโอกาสช่วยถามให้เขาก็ได้ ขอทานจึงรับปากจะถามให้

ขอทานเดินทางต่อไปผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า เดินถึงเขาลูกหนึ่ง เห็นวัดแหืงหนึ่งตั้งอยู่ ก็เลยเข้าไปขอน้ำดื่ม เห็นพระแก่รูปหนึ่งถือไม้เท้าดีบุก ท่าทางแก่มาก แต่ดูกระฉับกระเฉง พระชราให้น้ำเขาดื่มและบอกให้เขาพักผ่อนสักครู่ แล้วถามเขาว่าจะไปไหน ขอทานบอกจุดหมายที่จะไป พระชรารีบจับมือขอทานไว้และพูดว่า ขอร้องเจ้าต้องช่วยถามพระพุทธองค์ให้หน่อย ข้าเข้าฌานฝึกฝนมา 500 กว่าปีแล้ว ตามหลักควรจะขึ้นสวรรค์แล้ว ทำไมยังบินขึ้นไปไม่ได้ ขอทานก็เลยรับปากพระชรา

เดินไปข้างหน้า ผ่านหนทางทั้งห้วยหนองคลองบึง ขอทานมาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ในแม่น้ำไม่มีเรือสักลำ ขอทานร้อนรนใจ จะทำอย่างไรดี จะข้ามไปยังไง ขอทานร้องไห้และพูดว่า หรือว่าชีวิตข้าจะต้องลำบากเช่นนี้หรือ ทันใดนั้น เต่ายักษ์แก่ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นเหนือน้ำ เต่าแก่พูดภาษาคนได้ ถามขอทานว่ามาร้องไห้ที่นี่ทำไม ขอทานเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เต่าแก่พูดกับเขาว่า ข้าได้เข้าฌานปฏิบัติตนมา 1000 ปีแล้ว ตามหลักน่าจะกลายเป็นมังกรบินไปแล้ว ทำไมยังเป็นแค่เต่าแก่ๆตัวหนึ่ง ถ้าเจ้าไปพบพระพุทธองค์ช่วยถามให้ข้าด้วย ข้าจะให้เจ้าขี่ข้ามแม่น้ำไปฝั่งตรงข้าม ขอทานรับปากด้วยความดีใจ

ขอทานเดินไปจำไม่ได้ว่าอีกกี่วัน แต่ก็หาพระพุทธองค์ไม่เจอ คิดในใจว่าพระพุทธองค์อยู่ไหนนะ แดนสุขาวดีน่าจะถึงแล้ว ขอทานเสียใจมาก เลยผลอยหลับไปแบบงุนงง

ทันใดนั้นพระพุทธองค์ปรากฏองค์ขึ้น ขอทานดีใจมาก พระพุทธองค์ถามขอทานว่า เจ้ามาไกลขนาดนี้ น่าจะมีคำถามอะไรที่สำคัญมากใช่ไหม ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะถามคำถามหลายคำถาม หวังว่าท่านจะอธิบายให้ข้าน้อยเข้าใจได้ พระพุทธองค์ตอบว่า ได้สิ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งนะเจ้าถามได้สูงสุดแค่ 3 คำถามเท่านั้น เพราะว่าไม่เคยมีใครถามเกิน 3 คำถามมาก่อน ขอทานตอบตกลง คิดในใจว่า ข้าจะถามคำถามไหนดีขอทานรู้สึกว่าคำถามของตนเองช่างไม่มีความสำคัญเลย

เต่าแก่เข้าฌานมา1000ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามเขาน่าจะลองถามดู

พระชราปฏิบัติมา500ปี ก็ลำบากมาก คำถามเขาก็น่าจะถามดู

ลูกสาวเศรษฐีช่างน่าสงสารนัก พูดไม่ได้แล้วจะแต่งงานได้ยังไง

คำถามของเขาก็น่าจะถามดู และแล้วขอทานจึงไม่ลังเลที่จะถามคำถามที่1

พระพุทธองค์ตอบเขาว่า เต่าแก่ไม่ยอมสละกระดองของมัน ก็เลยไม่สามารถกลายเป็นมังกรได้ ในกระดองของเต่ามีไข่มุกราตรีอยู่24เม็ด ถ้ามันยอมสละกระดอง มันก็จะกลายเป็นมังกรได้

คำถามที่2 ท่านตอบว่า พระชราถือไม้เท้าวิเศษทั้งวัน ในใจพะวงแต่ไม้เท้าว่าเป็นของวิเศษ ใช้ไม้เท้าเคาะบนพื้น1ที บนพื้นก็จะกลายเป็นธารน้ำใส ถ้าหากพระชรายอมโยนไม้เท้าทิ้ง เขาก็จะขึ้นสวรรค์ได้แล้ว

ขอทานดีใจมาก จึงถามคำถามที่3 ท่านตอบว่า ถ้าเด็กสาวใด้พบคนที่เธอรัก เธอก็จะพูดได้เอง และทันใดนั้นพระพุทธองค์ก็หายไป。

ขอทานรู้สึกว่า ปัญหาของตัวเองไม่มีอะไรสำคัญ กลับไปขอทานตามเดิมดีกว่า แล้วจึงรีบเดินทางกลับ ขอทานกลับมาถึงริมแม่น้ำ เต่าแก่คำนวนว่าขอทานน่าจะมาถึงแล้ว จึงรีบถามว่าพระพุทธองค์ตรัสว่ายังไง ขอทานพูดว่า เจ้าพาข้าข้ามแม่น้ำไปก่อน ข้าจะเล่าให้ฟัง เต่าพาขอทานข้ามแม่น้ำไป ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง เต่าฟังแล้วเข้าใจทันที จึงถอดกระดองออกยกให้ขอทานและพูดว่า ในนี้มีไข่มุกราตรี24เม็ด เป็นของที่หาค่ามิได้ สำหรับข้าไม่มีประโยชน์แล้ว ข้าขอยกให้เจ้า เต่าแก่จึงกลายเป็นมังกร บินหายไป

ขอทานเอาไข่มุกราตรี24เม็ด รีบเดินทางกลับมาถึงบนเขาพบกับพระชรา พระชรารีบถามว่าพระพุทธองค์ท่านตรัสว่าอย่างไร ขอทานเล่าสาเหตุให้ฟัง พระชราได้ฟังดีใจมาก จึงมอบไม้เท้าวิเศษให้แก่ขอทาน พระชราจึงขี่เมฆบินขึ้นท้องฟ้าหายไป

ขอทานเดินทางมาถึงหน้าบ้านเศรษฐี ทันใดนั้น มีหญิงสาววิ่งออกมาและตะโกนเสียงดังว่า คนที่ไปถามพระพุทธองค์กลับมาแล้ว เศรษฐีก็วิ่งออกมา เขาตกใจมากที่อยู่ๆลูกสาวเขาพูดได้ ขอทานถ่ายทอดคำตรัสพระพุทธองค์ เศรษฐีดีใจมาก จึงให้ลูกสาวแต่งงานกับขอทาน

ความรักที่ให้ออกไป ความรักก็จะย้อนกลับคืนมา

ความสุขที่ให้ออกไป ความสุขก็จะย้อนกลับคืนมา

คิดเผื่อคนอื่น ย่อมจะต้องมีคนคิดถึงคุณ

23
Thailand / ขำขำ
« on: June 24, 2014, 12:25:33 PM »
ลูกชายกำลังปรึกษาเรื่องอย่างว่ากับพ่อ [18+]
ลูกชาย : พ่อครับ…ถ้าผมมีอะไร กับคนรัก เรียกว่าอะไรครับ?
พ่อ : เรียกว่า make love
ลูกชาย : แล้วถ้า ผมมีอะไรกับเพื่อน เรียกว่าอะไรครับ?
พ่อ : เรียกว่า make friend
ลูกชาย : แล้วถ้า ผมมีไปมีอะไรแบบหมู่ กับ พวกนางแบบ โคโยตี้ เรียกอะไรครับ?
พ่อ : เรียกพ่อด้วย ….


 :P  :P   :P

24
Thailand / Re: ข้าวสารสามกระสอบ
« on: June 21, 2014, 11:19:02 AM »
ถึงกับเลิกกินข้าว กินปลา เลยหรอลุงแชมป์  :-X

25
Thailand / Re: ข้าวสารสามกระสอบ
« on: June 20, 2014, 07:29:55 PM »
 :'(

Pages: [1] 2 3 ... 13